วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 6 knot 3 ตัว ในชีวิต



คุณเชื่อเรื่อง “พรหมลิขิต” หรือเปล่า?

บางทีโชคชะตาก็เหมือนจะเล่นตลก ให้เราพบกับใครบางคนที่แตกต่างกันในความเหมือน

ในช่วงชีวิตของฉัน พบกับบุคคล 3 คน ที่มีชื่อเดียวกัน และมีอิทธิพลต่อชีวิตของฉันทั้งสิ้น

ใช่แล้ว...

ฉันกำลังพูดถึงคนที่ชื่อ knot นั่นเอง โดยสาเหตุที่เขียนชื่อนี้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะทั้งสามคนเขียนชื่อด้วยภาษาไทยที่มีการสะกดแตกต่างกัน

knot หมายเลข 1 ผู้หญิงหน้าสวย ผมยาว หุ่นดี ผิวเข้ม นิสัยดี เรียนค่อนข้างดี มีเสน่ห์ จนทำให้ชายหนุ่มมาหลงรักนับไม่ถ้วน เธอเป็นเพื่อนคนแรกของฉันในสมัยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอสะดุดตาฉันตั้งแต่แรกเห็น และเธอก็เป็นเพื่อนคนแรกในโรงเรียน บ้านของเราอยู่ซอยตรงข้ามกัน ดังนั้น จึงไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง รู้จักทั้งพี่น้องครอบครัวของกันและกัน

ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ชื่อ knot มาก่อนเลย จึงรู้สึกว่า ชื่อนี้แปลกมาก

เราสนิทกันมานานนับปี จนกระทั่งเธอได้เพื่อนสนิทคนใหม่ รวมถึงได้แฟนเป็นรุ่นพี่ที่เธอแอบชอบอีกด้วย เราจึงเริ่มห่างกัน

ฉันยอมรับว่า ถ้าเป็นผู้ชาย ก็คงอดไม่ได้ที่จะจีบเพื่อนคนนี้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มากจริง ๆ ไม่เพียงแค่รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่ตามจีบ แม้กระทั่งเพื่อนผู้ชายที่มีเพียง 5 คน ที่เรียนในห้องเดียวกัน ก็ยังแอบชอบเธอ

หนึ่งในนั้นคือ นาย ป. หนุ่มชาวเหนือ ผิวขาว นิสัยดี เพื่อนผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่ฉันคุยด้วย (ถ้าได้อ่านในบทก่อนหน้า จะรู้ว่า แม้ผ่านมานานแล้ว ความรู้สึกฝังใจที่ฉันมีต่อเพื่อนผู้ชายในวัยเด็ก ก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่)

นาย ป. ตามจีบ knot มาตลอด 3 ปี โดยหวังให้ฉันเป็นแม่สื่อ แต่ฉันก็รู้ดีว่า knot ไม่มีทางชอบนาย ป. แน่นอน ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องการเรียน หน้าตา อุปนิสัย และอื่น ๆ

นึกถึงซีรีย์เกาหลีขึ้นมาตะหงิด ๆ

เพราะในขณะที่ นาย ป. พยายามตามจีบ knot ก็ทำให้ฉัน และนาย ป. สนิทกันมากขึ้นไปอีก แต่ในฐานะเพื่อนที่รู้ใจ ไม่ใช่คนที่ชอบกัน

ครูประจำชั้นมักจะให้นักเรียนที่เรียนดี ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนไม่ดี ฉันกับ knot จึงห่างกันมากขึ้น ๆ ในขณะที่ฉันกลับต้องมาสนิทกับนักเรียนชาย โดยเฉพาะนาย ป. ที่เรียนไม่ค่อยเอาไหน

เมื่อเราค่อนข้างสนิทกัน ก็ทำให้เพื่อนห้องอื่นรู้เรื่องนี้ด้วย จำได้ว่า มีเพื่อนห้องวิทย์-คณิตคนหนึ่งแอบชอบฉันอยู่ โดยให้ นาย ป. เป็นพ่อสื่อ แต่ฝีมือพ่อสื่อคนนี้ดูเหมือนจะไม่เอาไหนเลย เพราะสุดท้าย ฉันไม่รับของขวัญที่เพื่อนห้องวิทย์มอบให้ โดยส่งคืนไปทางนาย ป.

ได้ข่าวมาว่า เพื่อนคนนั้นร้องไห้

ฉันเลยถูกวิจารณ์จากทุกคน แม้กระทั่ง knot ว่า ฉันเป็นผู้หญิงใจร้าย

หลายปีต่อมา ฉันได้พบเพื่อนห้องวิทย์คนนั้นอีก ดีใจที่เขาไม่ได้ชอบฉันแล้ว เราจึงได้เป็นเพื่อนกัน เขาเล่าว่า เพื่อนในห้องของเขาส่วนใหญ่ชอบ knot แต่เขาพิเศษ ชอบผู้หญิงแปลก

ฉันไม่รู้ว่า นั่นคือคำชมไหม

knot หมายเลข 2 ชายหนุ่มหุ่นดี หน้าตาดี ผมยาวประบ่า สไตล์ศิลปิน เก่งวาดรูปและกราฟิก ทำงานอยู่ค่ายเพลงชื่อดังแห่งหนึ่ง เราอายุเท่ากัน ฉันรู้จัก knot ครั้งแรกจากแม่ของฉัน เขาเป็นลูกชายคนเดียวของสามีใหม่ของแม่

หลังจากพ่อของฉันเสียชีวิตไป 3 ปี แม่ก็แต่งงานใหม่ กับคนที่เคยแอบชอบแม่มาก่อน ผู้ชายคนนั้นอายุน้อยกว่าแม่นิดหน่อย ทำงานเป็นข้าราชการครูตำแหน่งผู้บริหาร เขาก็เคยแต่งงานและมีลูกมาก่อนแล้ว แต่ต่อมาได้เลิกกับภรรยาเก่า ลูกชายคนเดียวจึงอาศัยอยู่กับแม่ ไม่ได้ตามมาอยู่บ้านเดียวกับฉัน

knot เคยฝากผลงานการวาดรูป “ความฝันในอนาคต” มาให้ในตอนที่เราไม่รู้จักกัน เพราะก่อนเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ฉันได้รับใบสมัครจากโครงการ Brand Summer Camp ให้กรอกประวัติส่วนตัว พร้อมวาดภาพความฝันในอนาคต ซึ่งก็แน่นอนว่า คนที่มาจีบแม่ ย่อมต้องสร้างความชอบให้คนในบ้านด้วย

เขาจึงเอาใบสมัครของฉัน ไปให้ลูกชายเขาวาดรูปให้ งานที่ออกมาเรียกได้ว่า มืออาชีพ จนวันที่ฉันไปสัมภาษณ์โครงการ มีคนถามว่า ฉันวาดเองหรือเปล่า

แน่นอนว่า ไม่

ฉันไม่เคยพบหน้า knot มาก่อนเลย ตลอดหลายปีที่สามีใหม่ของแม่มาอาศัยอยู่บ้านฉัน จนกระทั่งวันที่สามีของแม่เสียชีวิต ฉันจึงได้ติดต่อกับ knot อย่างจริงจัง ด้วยเรื่องทางกฎหมายและอื่น ๆ

นอกจากนี้ เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามบ้านฉัน ก็ยังเป็นญาติสนิทกับแม่ของ knot อีกด้วย

โลกกลมไปไหม?

ป้าและแม่ของฉันมีความมุ่งมั่นให้ฉันและ knot สนิทสนมกัน โดยพาไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ราวกับว่า knot เป็นลูกชายอีกคน ซึ่งก็น่าแปลก ที่ knot ไม่เคยบ่น ยอมไปด้วยทุกที่

แต่ฉันรู้สึกว่า นิสัยของเราสองคนไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งความชอบ ไลฟ์สไตล์ และอื่น ๆ ดังนั้น หลังจากจัดการเรื่องเอกสารของพ่อ knot เรียบร้อย เราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีก สมบัติติดตัวของพ่อ knot พวกเราก็ยกให้ knot ทั้งหมด

knot หมายเลข 3 Jo In-seong พระเอกจากภาพยนตร์เกาหลียอดฮิต The Classic “คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต”

สมัยเรียนระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2546 ฉันได้พบกับ knot คนนี้ เขาอายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี เรียกได้ว่า เป็นชายหนุ่มที่ไม่สะดุดตา ทั้งผิวคล้ำ ตัวผอม แล้วยังเงียบ ไม่ค่อยพูดค่อยจาอีก

เราเรียนต่างวิชาเอก แต่สาขาเดียวกัน ทำให้บางวิชาได้มีโอกาสเรียนด้วยกัน รวมถึงกรณีมีกิจกรรมของสถาบัน ก็จะได้พบกัน

เพื่อนสาวชื่อ อ. ได้นิยามว่า ถ้า knot ผิวขาว จะหน้าตาเหมือน Jo In-seong พระเอกภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง The Classic ซึ่งกำลังโด่งดังมากในช่วงนั้น ฉันก็รู้สึกว่า คล้ายเหมือนกัน จนทำให้เพื่อน ๆ แซวกันบ่อย ๆ

สาว อ. พยายามให้ฉันกับ knot สนิทกัน เช่น ในงานพิธีไหว้ครู จริง ๆ แล้ว สาว อ. ต้องถือพานคู่กับ knot แต่เธอก็แกล้งป่วย ให้ฉันไปถือพานคู่แทน นั่นจึงเป็นภาพแรกที่ฉันกับ knot ถ่ายคู่กัน

ในการเรียนวิชาหนึ่ง อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์จาก .php ซึ่งฉันก็คิดหัวข้อเกี่ยวกับเพลงโดยใช้ชื่อเว็บว่า Sheep Rock Music เพราะสมัยวัยรุ่น ฉันฟังเพลง Heavy Metal และ Rock ทั้งของยุโรปและญี่ปุ่น โดยได้ knot ผู้เชี่ยวชาญด้านวงร็อกมาช่วยอัปโหลดภาพให้ จนเว็บไซต์ของฉันดูอลังการและเสร็จก่อนเพื่อน ๆ ในสาขา

knot ค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่ฉันฟังเพลงแนวนี้ด้วย โดยวงดนตรีที่ชื่นชอบเหมือนกันคือ Blackmore’s Night จาก UK ในเพลง Shadow of the Moon ที่หาคนเอเชียฟังยากเต็มที

ตั้งแต่นั้นมา ฉันกับ knot ก็เริ่มสนิทกัน และการที่ knot ไม่ใช่ผู้ชายช่างพูดและค่อนข้างเรียบร้อย ทำให้ถูกใจฉันเป็นพิเศษ

บางที เราอาจจะเริ่มชอบกันจริง ๆ แล้วก็ได้

ในระหว่างนั้น ชีวิตของฉันไม่ปกติสุขนัก ทั้งปัญหาทางบ้านและอื่น ๆ ทำให้ในที่สุด เราสองคนก็แยกจากกัน แต่ก็ยังได้คุยผ่าน MSN บ้าง

หลังเรียนจบ knot ไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคเหนือ ส่วนฉันทำงานเป็นผู้ประสานงานโครงการ ที่หน่วยงาน NGO แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ฉันและ knot ต่างก็มีแฟนของตัวเอง ทำให้เราคุยกันน้อยลง

จนประมาณปี 2552 พวกเราก็ได้เลิกรากับคนที่คบอยู่ด้วยเหตุผลของตัวเอง จากนั้น จึงเริ่มมานัดเจอกันในกรุงเทพฯ

knot ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากหลายปีที่ไม่ได้พบกัน

หลังจากย่าของฉันเสียชีวิต ฉันเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยลำพัง เพื่อปรับสมดุลชีวิตให้แก่ตนเอง

ในที่สุด หลังจากคุยกันผ่านช่องทางออนไลน์พักใหญ่ ฉันก็เดินทางไปภาคเหนือ และ knot ขับรถพาฉันเที่ยว

เราเริ่มคบกันแบบไม่มีช่วงโปรโมชัน เพราะความเป็นเพื่อนกันมานาน

...

10 ปีพอดี หลังจากวันแรกที่รู้จัก

งานแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่จึงเริ่มต้นขึ้น...

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 5 ความทรงจำที่หายไป



การอยู่คนเดียวในบางครั้ง ก็มิใช่เรื่องเลวร้ายนัก เพราะทำให้เราได้มีโอกาสคิดทบทวนอดีต และวางแผนอนาคต 

แต่หากว่า เราต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตล่ะ!

หลังจากที่เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท อาการซึมเศร้าและอกหัก ยังคงไม่จางหายไป โชคดีที่ฉันมีเพื่อนใหม่ใจดี เธอดูแลและปลอบใจฉันอยู่เสมอ แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน 

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นน้องคนหนึ่งอายุห่างจากฉัน 3 ปี ที่เคยทำงานที่เดียวกัน คอยดูแลและห่วงใยฉัน เขาเป็นสุภาพบุรุษอย่างมาก ปฏิบัติตัวกับฉันราวกับองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิง แถมเรียกฉันว่า “พี่นางฟ้า” คำนี้ไม่ได้เกินเลยไป เพราะฉันก็รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ 

ถ้าจะมีใครสักคนที่ไม่ใช่ครอบครัว ดูแลฉันดีมากขนาดนี้ โดยไม่หวังผลตอบแทน ก็คงเป็นเขานี่ล่ะ

รู้อยู่แก่ใจว่า เขาชอบ แม้ว่าเขาไม่เคยพูดออกมาเลย  แต่ฉันก็ไม่ปฏิเสธตรง ๆ เพราะกลัวจะสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไป 

ฉันไม่ได้คิดกับเขาเกินไปกว่าความเป็นพี่น้องเลยจริง ๆ นั่นทำให้ฉันรู้สึกผิดจนถึงวันนี้ ยังจำวันที่ฉันผลักไสเขาเพราะไม่ต้องการให้เขาดูแลฉันจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง รู้มาว่า เขาเสียใจจนป่วยหนัก และลาออกจากที่ทำงานเดิมไป

ฉันขอโทษ...จากหัวใจ 

ได้แต่หวังว่า เขาจะพบเจอคนดี ๆ และทำให้เขามีความสุข เพราะสำหรับฉันแล้ว เขาเป็นเด็กดีมากจริง ๆ ดีทั้งต่อครอบครัว และมีน้ำใจต่อผู้อื่น

3 เดือนแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ยากนัก และค่อนข้างสนุก เพราะได้เรียนวิชาใหม่ ๆ มีกิจกรรมนอกสถานที่ มีเพื่อนร่วมชั้นที่อายุใกล้เคียงกัน ทำให้ชีวิตฉันเริ่มมีความสุขขึ้นมาบ้าง

วันหนึ่งในเดือนกันยายน 2546 ก็เป็นเหมือนวันธรรมดาทั่วไป ฉันไปเรียนตามปกติ และตอนเย็นหลังจากที่สามีใหม่ของแม่ และแม่ของฉันกลับจากการออกกำลังกาย จู่ ๆ สามีใหม่ของแม่ก็เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ผนวกกับเป็นโรคหัวใจ ทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว พวกเรารีบขับฝ่ารถติดช่วงเย็น ใช้เวลาชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงโรงพยาบาลวชิระ 

เมื่อถึงโรงพยาบาลในช่วงนอกเวลาทำการ ทำให้ฉันต้องไปคุ้ยแฟ้มประวัติผู้ป่วยจากตู้เอกสารของโรงพยาบาลเอง นึกถึงนักสืบในซีรี่ย์ที่ค้นหาสมบัติอะไรสักอย่าง 

ชั่วขณะนั้น สามีของแม่เกิดอาการช็อกกะทันหัน ต้องรีบเข็นเข้าห้องไอซียูโดยด่วน

ฝนเริ่มตกหนักและรุนแรงมากขึ้น

โรงพยาบาลไฟดับ!

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น หมอออกมาแจ้งว่า สามีของแม่เสียชีวิตแล้ว 

มันรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน 

แม่อยู่ในอาการช็อก ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก จึงเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องโรงพยาบาล แจ้งญาติ และเรื่องทำศพ 

บททดสอบอันหนักอึ้งนี้ ทำให้ฉันเติบโตขึ้นอีกขั้น จนลืมเรื่องอกหักของตัวเองไปจนหมดสิ้น

หลังจากงานศพ พวกเรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ เพิ่มเติมคือ มีลูกชายของสามีใหม่ของแม่ แวะมาบ้านฉันอยู่เนือง ๆ เราอายุเท่ากัน แต่นิสัยไม่เหมือนกันเลย เขาทำงานในวงการบันเทิง เก่งศิลปะ และหน้าตาดี ทำให้ดูเหมือนว่าญาติ ๆ ของฉัน พยายามจับคู่ให้ฉันสนิทกับเขา 

แต่เราก็ไปด้วยกันไม่ได้หรอก

แม่ของฉันค่อนข้างเครียดกับการจากไปของสามีคนที่ 2 เพราะคนรู้จักพูดกันหนาหูว่า แม่แต่งงานกับใคร สามีก็เสียชีวิตทุกคน 

ความเครียดนี้ทำให้บางทีแม่ก็หงุดหงิดใส่ฉัน พักหลัง เราจึงไม่สนิทกันเหมือนเดิมอีก

หลังจากงานศพ พวกเรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมาถึงวันปีใหม่

1 มกราคม 2547

ฉันกับแม่ไปกินเลี้ยงฉลองปีใหม่กันที่บ้านป้า กลับมาได้เพียงวันเดียว แม่ก็เริ่มป่วย เหมือนอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ในที่สุด แม่บอกให้พี่ข้างบ้านขับรถไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน แม่รู้สึกไม่ไหวแล้ว

เสียงอีการ้องดัง ตอนพวกเราขับรถออกไป

ฉันใจคอไม่ดี...

แม่เข้าห้องพักผู้ป่วยได้ไม่นาน โดยแพทย์ยังไม่พบสาเหตุของการป่วย แม่ก็เกิดอาการชัก ทำตาโตเหม่อมองไปข้างหน้า เหมือนว่าเห็นใครบางคนกำลังเรียกอยู่ ทั้งที่ไม่มีใครเลย 

หมอและพยาบาลรีบเข้ามาปั๊มหัวใจโดยด่วน ยื้อชีวิตของแม่ไว้ได้ แต่อยู่ในภาวะสมองตาย และไตวาย หมอวิเคราะห์ว่า แม่น่าจะติดเชื้อในกระแสเลือด

ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว คิดเพียงว่า จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าโรงพยาบาล ถ้าแม่อยู่ในภาวะเจ้าหญิงนิทรา ฉันจะดูแลแม่อย่างไร จะหาเงินจากไหน แล้วเรื่องเรียน จะขอดร็อปก่อนได้ไหม คิดวนเวียนไปมาหลายตลบ และแก้ปัญหาไม่ตก

ไม่กี่วัน ก็ย้ายแม่มาอยู่โรงพยาบาลรามา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่แม่เคยรักษาตัวอยู่ โดยเงินก้อนแรกประมาณ 70,000 กว่าบาท มีป้าคนโตของฉันเป็นคนช่วยออกค่ารักษาให้ก่อน

แม่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จากไปอย่างสงบ

ฉันได้เงินจากกองทุนสงเคราะห์ข้าราชการ และเงินก้อนอีกพอสมควร เพื่อจัดการงานศพแม่

ครอบครัวจึงเหลือเพียงฉันและย่าที่ไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ

ในระหว่างจัดงานศพ มีอยู่วันหนึ่ง ฉันก็ได้รับจดหมายจากสำนักงานตำรวจ แจ้งมาว่า มีการโจรกรรมเพชร ในงานแสดงสินค้าและอัญมณีและเครื่องประดับ จัดขึ้นที่เมืองทองธานี โดยกล้องบันทึกภาพรถเก๋งคันที่โจรกรรมเพชรไว้ได้ว่า เป็นรุ่นรถและทะเบียนเดียวกันกับรถของแม่ ตำรวจต้องการให้ฉันไปที่ สน. ให้ปากคำ เพื่อบันทึกข้อมูล

ฉันรีบปรึกษาพี่ข้างบ้าน และโทรไปคุยกับตำรวจ เพื่อชี้แจงว่า ขณะนี้เจ้าของรถเสียชีวิตแล้ว และฉันก็ยังขับรถไม่เป็น ไม่มีทางที่รถของเราจะไปอยู่ในงานนั้นได้

ตำรวจรับข้อมูล และจะติดต่อกลับมา หากมีอะไรคืบหน้า

ตั้งแต่เหตุการณ์นั้น ฉันเริ่มจดบันทึกว่า ในแต่ละวัน ฉันเดินทางไปที่ใดบ้าง ทำอะไรบ้าง และหาหลักฐานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังอีก แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น จะไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับฉันเลยก็ตาม

...

หลังจากปีแห่งความเจ็บปวด ราวกับว่า จิตใจของฉันมีประตูที่ปิดกั้นบางสิ่งบางอย่างไว้ พยายามกดดันความรู้สึกที่เลวร้าย เพื่อให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ตามปกติ 

ทว่า ฉันสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป โดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันจำเรื่องราวต่าง ๆ ในปี 2546-2547 ได้ไม่มากนัก 

เหตุการณ์ส่วนใหญ่ได้รับการบอกเล่าผ่านคนรู้จัก เพื่อน หรือญาติ เพราะสำหรับฉันแล้ว มีเพียงความทรงจำแสนทรมานที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ ไม่เพียงแค่ฉันเท่านั้นที่สูญเสียความทรงจำ ย่าของฉันก็เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์มากขึ้น และพูดน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถสื่อสารได้อีกต่อไป


Chapter 4 ไม่คาดหวัง




คุณเคยคบใครคนหนึ่งที่ดีกับคุณมาก ๆ บ้างไหม?

ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร ยังจำได้หรือเปล่า 

ถ้าไม่เคย นั่นอาจเป็นโชคดีของคุณแล้ว เพราะความคาดหวังที่มีต่อบุคคลอื่นสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ 2 ประการ 

สมหวัง และผิดหวัง...

หลังจากเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี พ่อของเพื่อนรักมีเมตตาฝากฉันเข้าทำงานตำแหน่งเลขานุการ ในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านบัญชีแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านของฉันนัก ความรู้สึกแรกที่รู้ว่า จะได้ทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการบริษัท ฉันเกิดอาการต่อต้านทันที 

ไม่อยากทำ ไม่อยากไปทำงาน เครียด และอีกสารพัด

ทำไมน่ะเหรอ?

นั่นเพราะเมื่อได้ไปสัมภาษณ์และทดสอบเข้าทำงาน ฉันต้องทำอะไรที่ไม่ถนัดและไม่ชอบเอามาก ๆ ฉันเรียนสายภาษา เพราะไม่ชอบตัวเลข แต่ทำงานที่นี่ ฉันต้องคีย์งบการเงิน กรอกข้อมูลบัญชี ภาษี และบริษัทก็อยู่ในช่วงปิดงบประมาณกลางปีที่แสนจะวุ่นวาย

เนื้อหาการทำงานที่ไม่คุ้นชิน ยังเทียบไม่ได้กับการดำเนินชีวิตในที่ทำงาน

วันหนึ่ง ผู้จัดการเรียกฉันเข้าไปในห้องทำงาน ฉันรีบลนลาน จนวิ่งชนกระจกใสที่กั้นหน้าห้อง ทำให้แว่นตาเกือบแตก แต่เขากลับหัวเราะชอบใจ และถามว่า กระจกเป็นยังไงบ้าง หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เขาให้ฉันเอาเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ฉันไปช้า เพราะฝนตกหนัก ฉันเปียกฝนไปทั้งตัว เขาก็รีบโทรตามที่ธนาคาร เพราะกลัวว่าฉันจะขโมยเช็คใบนั้น และอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันหายใจไม่ทั่วท้องอยู่เสมอ โดยเฉพาะการที่เห็นฉันทำงานพลาด แล้วด่าทอถึงพ่อแม่ และครูของฉันด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ 

ไม่เคยคิดว่า จะมีคนใจร้ายแบบนี้ได้จริง ๆ

ฉันกลับบ้านดึกทุกคืน นอนเพียง 2-3 ชั่วโมง และแทบจะไม่มีวันหยุด

การทำงานที่นั่น ทำให้ฉันเปลี่ยนไป...

เงียบ เก็บตัว ร้องไห้คนเดียว ไม่พูดแม้กระทั่งกับคนในบ้าน ทำให้แม่กังวลตามไปด้วย 

เมื่อทำงานนับได้ 18 วัน ฉันเริ่มป่วยหนักทั้งกายและใจ จนเป็นไวรัสตับอักเสบบี ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล

แม่ตัดสินใจให้ฉันลาออกทั้งที่ยังทำงานไม่ครบเดือน

สิ่งหนึ่งที่ฉันได้มาโดยไม่ได้คาดหวังระหว่างทำงานที่นั่น คือ การได้พบกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ชอบต่อว่าฉัน แต่ก็ช่วยเหลือฉันหลายครั้ง สุดท้ายเราก็สนิทกัน จนถึงวันที่ฉันป่วยเข้านอนในโรงพยาบาล เขาก็มาเฝ้าไข้ เพื่อให้แม่ได้พักผ่อน ทำให้ครอบครัวของฉันรักเขามาก

แล้วเราก็ได้คบกัน โดยที่ฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเลยว่า ผู้ชายคนนี้เจ้าชู้มากจริง ๆ และทำร้ายผู้หญิงมาแล้วกี่คน แม่ของเขาชอบฉันมากเช่นกัน บอกว่า ฉันแตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่ลูกเขาเคยคบ จนถึงขั้นวางแผนจะให้แต่งงานกัน

แต่สันดานของคน ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย ๆ

...

หลังลาออกจากบริษัทด้านบัญชี ฉันก็ได้ทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ฉันอยู่ในกองบรรณาธิการที่มีความสุข พี่ ๆ น้อง ๆ รักใคร่กัน ฉันมีเพื่อนที่รัก ทำงานสนุกทุกวัน แม้มีบางคืนต้องกลับดึกเพราะปิดเล่มหนังสือ แต่ฉันก็เต็มใจอยู่ เพราะได้ทำงานที่รัก 

ผู้จัดการและภรรยาก็ดีกับฉันมากเช่นกัน ในงานปีใหม่ ฉันได้เป็น Miss Blue Party จากการโหวตของทุกคน

เมื่อผ่านทดลองงาน 6 เดือน ความทุ่มเททำให้ฉันได้รับการโปรโมทให้อยู่ในตำแหน่ง “รักษาการหัวหน้าแผนกบรรณาธิการ” ขณะที่อายุยังน้อย ทำให้แม่ภูมิใจมาก 

แต่ความภูมิใจของคนหนึ่ง อาจทำให้หลายคนไม่ได้ยินดีตามไปด้วย

อิจฉา?

สภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป

พี่ ๆ ที่เคยทำงานด้วยกันทยอยลาออก คนที่ยังอยู่ก็ไม่อยากประสานงานกับฉัน เพราะฉันยังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ หรือเปล่านะ 

จวบจนถึงวันนี้ ฉันรู้แล้วว่า ปัญหาของฉันในตอนนั้นเกิดจากการอ่อนประสบการณ์ของฉันเอง ทำให้อดทนไม่ได้กับสังคมที่สวมหน้ากากอยู่เสมอ รวมถึงเรื่อง “การเมือง” ภายในองค์กรที่ยากจะเข้าใจ

ความกดดันจากสังคมรอบตัวทำให้ฉันเริ่มถอดใจจากงานที่รัก ประกอบกับช่วงนั้น เพื่อนรักและแสนดีของฉันได้แนะนำให้ฉันสอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยมหิดล

ฉันไม่ลังเล และสอบเข้าเรียนต่อ โดยตั้งใจใช้เงินเก็บที่มีอยู่เป็นทุนการศึกษา

ฉันตัดสินใจลาออกจากบริษัทโดยไม่ฟังคำทักท้วงของผู้จัดการที่บอกว่า แม้จะเรียน ก็ยังทำงานได้นะ 

ท่านเคยบอกว่า ถ้าแก้วเรียนต่อ ก็เรียนสูง ๆ เลย จะได้เป็นครูอาจารย์ แล้วมาเขียนหนังสือให้สำนักพิมพ์ของผม 

ฉันซาบซึ้งใจกับความเมตตาของท่านผู้นี้มากเหลือเกิน วันหนึ่งเมื่อฉันก้าวหน้ากว่านี้ จะขอกลับไปกราบท่านอีกครั้ง

เมื่อสอบเข้าได้ ฉันรีบบอกเรื่องนี้กับแฟนของฉัน เขายิ้ม และบอกกลับว่า 

ขอโทษนะตอนนี้เขาทำงานที่ใหม่ และมีคนที่ชอบใหม่แล้ว เขาผิด และจะชดใช้ด้วยการส่งค่าเล่าเรียนให้ฉัน


พูดอะไรไม่ออก

ไม่มีกระทั่งน้ำตา หรือคำพูดด่าทอจากปากของฉัน

...

จิตใจของฉันอยู่ในสภาพย่ำแย่เกินกว่าจะรับไหว ฉันกลับมาเก็บตัวเงียบอีกครั้ง และความเจ็บปวดนี้ส่งผ่านมาถึงคนในครอบครัวของฉันด้วย

ฉันเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยไม่ได้รับค่าเล่าเรียนจากใด ๆ จากคนที่เคยบอกว่า จะสนับสนุนให้ แต่ฉันก็ไม่คาดหวังแล้ว เพราะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิตที่ทำให้ฉันต้องวางแผนอนาคตใหม่

อีกครั้ง...


วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 3 เหลือเชื่อ




ทุกวันคือวันปกติของผู้หญิงใส่แว่นหนาเตอะหน้าตาแสนธรรมดาคนหนึ่ง อายุราว 18-19 ปีในเวลานั้น

แต่แล้ว...

เรื่องราวไม่ปกติก็เกิดขึ้นขณะฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันนั้นฝนตกปรอย ๆ ฉันไม่ได้เข้าเรียนเหมือนทุกวัน เพราะมารับงานเป็นพิธีกรภาคสนามให้กับสถานีโทรทัศน์ itv เพื่อถ่ายทำรายการสุดยอดเอเชีย ช่วงแนะนำมหาวิทยาลัย ซึ่งคู่พิธีกรของฉัน เป็นนักศึกษาชายรุ่นพี่จากคณะวิทยาศาสตร์ เราเข้ากันได้ดี

แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็น

วันนั้น ฉันและรุ่นพี่ พร้อมทีมงาน ยืนถ่ายทำรายการอยู่ที่หน้าลานรูปปั้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งถ้าคนที่เคยเข้าไปมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ จะรู้ดีว่า วิทยาเขตนี้มีเพียง 4 คณะ ได้แก่ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรม คณะโบราณคดี และคณะมัณฑนศิลป์ ซึ่งลานอาจารย์ศิลป์ ก็อยู่หน้าคณะจิตรกรรมฯ พอดิบพอดี

การถ่ายทำใช้เวลาไม่นานนัก ท่ามกลางอากาศขมุกขมัว เนื่องจากฝนปรอยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่า ฉันและรุ่นพี่สนใจเพียงสคริปต์และหน้าที่ของตน โดยไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติใด ๆ 

วันรุ่งขึ้น ฉันเดินเข้าคณะเพื่อไปเรียนตามปกติ พลันสายตาก็ต้องสะดุดกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง คิ้วเข้ม ทำผมทรงมหาดไทย คาดเดาอายุได้ยาก และแต่งกายด้วยผ้าไทยโบราณ เขายืนรอใครบางคนอยู่ที่หน้าคณะ

จากนั้นเมื่อพบหน้า จึงทักฉันด้วยเสียงดังพอสมควร ถามว่า “น้องแก้วใช่ไหมครับ”

ฉันพยักหน้าอย่างงง ๆ “พี่เห็นน้องที่หน้าลานอาจารย์ศิลป์เมื่อวานนี้”

ฉันพยายามนึกว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร นึกแล้วนึกอีก...

ฉันไม่รู้จักผู้ชายรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาก่อนจริง ๆ แล้วจู่ ๆ เขาก็ยื่นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเก่า ๆ เล่มหนึ่งให้ฉัน แล้วบอกเสียงดังฟังชัดว่า

“น้องคือเมียพี่ในชาติก่อน พี่คือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด! ยังไงก็อยากให้น้องกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้ดู”

ฉันอึ้ง

ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่า จะพบเจอคนแต่งตัวแปลก ๆ แล้วยังพูดอะไรที่น่าขนลุก

ฉันสงบสติอารมณ์ได้ในเวลาไม่นาน เพราะเขาก็ดูไม่ใช่คนบ้าหรือเสียสติ แถมยังดูสุภาพเรียบร้อย

ฉันรับหนังสือเล่มนั้นมาด้วยหัวใจเต้นระรัว แต่แล้วเมื่อมองหน้าปกของหนังสือเก่าที่เขียนว่า พระเจ้าตากสิน พร้อมภาพหนึ่งบนหน้าปก

สิ่งที่ทำให้ฉันตาเบิกกว้างมากไปกว่าเดิม คือรูปชายบนหน้าปก กับผู้ชายที่ยืนตรงหน้า แทบจะเป็นคน ๆ เดียวกัน!

ฉันรู้สึกหวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม แต่แล้วเขาก็บอกลาฉันอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินจากไป

ฉันเดินเข้าคณะด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มึนงง สับสน ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของฉันมาจนถึงวันนี้ คือ ฉันไม่เคยเปิดอ่านหนังสือเก่าเล่มนั้นเลย

กลัว

ฉันกลัวว่า ในหนังสือจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ของฉันฟังด้วยท่าทางสงบ แล้วแม่ก็โทรไปคุยกับป้าของฉันเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

ป้าของฉันบอกว่า ไม่แน่นะ นี่อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะแซ่เดิมของตระกูลเราคือ แซ่แต้ ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับพระเจ้าตากสิน!

นั่นไม่ได้ทำให้ฉันสบายใจมากขึ้นเลย กลับยิ่งกลัว และทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปอีก

วันต่อ ๆ มา ฉันยังคงไปเรียนเหมือนเคย และก็ต้องคอยหลบว่า จะพบเจอชายหนุ่มที่อ้างตนว่า เป็นพระเจ้าตากสิน อีกหรือไม่

แล้วเขาก็มาจริง ๆ

มาหาฉันอีกหลายต่อหลายครั้ง ราวกับไม่ว่าจะเดินไปที่ใด ๆ ก็เหมือนจะมีเงาของเขาตามไปด้วย ฉันยังต้องให้เพื่อนไปส่งกลับบ้าน เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น

ฉันพยายามเกาะอยู่กับกลุ่มเพื่อนตลอดเวลา แต่เขาก็แวะเวียนมาขอร้องเพื่อน ๆ ของฉันด้วยถ้อยคำสุภาพ เพื่อจะได้คุยกับฉันตามลำพัง

เขาบอกว่า เหตุที่ฉันชื่อเล่นว่า แก้ว เพราะมาจากชื่อเดิมของเมียเขาคือ นางมณีรัตนา ที่แปลว่า แก้ว เหมือนกัน

ทำไมน้องต้องหลบหน้าพี่ด้วย?

น้องอ่านหนังสือหรือยัง?

และอีกสารพัด...

นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!

ฉันพยายามหลบ หนี เหมือนเล่นซ่อนหากับชายหนุ่มคนนี้อยู่ร่วมเดือน ไม่คิดจะสืบเรื่องราวของเขา ไม่รู้จักกระทั่งว่า เขาชื่อจริงชื่ออะไร เป็นใคร และเป็นพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ค่อนข้างแน่ใจ คือ ฉันไม่น่าจะใช่เมียพระเจ้าตาก

วันเวลาแห่งความกังวลผ่านเข้ามา วันแล้ววันเล่า

แล้วจู่ ๆ มันก็เงียบหายไป...

ราวกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ชายหนุ่มคนนั้นไม่กลับมาดักรอฉันอีกต่อไป หายไปอย่างไร้ร่องรอย จนฉันเองเป็นฝ่ายสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ฉันพยายามสืบเรื่องราวของเขา โดยถามรุ่นพี่คณะอื่น ๆ จนได้มาคุยกับรุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ คนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างไว้วางใจ ขอเรียกว่า พี่ ป. เขาบอกว่า จะช่วยตามสืบให้อีกแรงหนึ่ง

เวลาผ่านไปไม่นานนัก รุ่นพี่จากคณะจิตรกรรมฯ คนนั้นก็ได้พบคำตอบ ได้เข้ามาช่วยไขความกระจ่างในใจฉันจนแจ่มชัดขึ้น

พี่ ป. บอกฉันว่า คนที่อ้างตนว่าเป็นพระเจ้าตากสิน แท้จริง คือ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะจิตรกรรมฯ นั่นเอง สาเหตุที่เขาทำเช่นนั้น เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในบทบาทสมมติของการทำโปรเจ็กต์จบการศึกษา และตอนนี้เขาก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยในวังชาย ทำให้ไม่พบเขาอีก


โกรธ?

โล่งอก สบายใจ?

ฉันไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกเช่นไรหรืออยู่ในอารมณ์ไหนดี ราวกับว่าเหมือนฝันร้ายค่อย ๆ จางหายไป แต่ก็เป็นบทเรียนที่ฉันจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน

วันเวลาผ่านเลยไปนานนับเดือน

ฉันได้พบชายหนุ่มร่างสูงอีกครั้งโดยบังเอิญหน้ามหาวิทยาลัย หนนี้ เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ก แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของการเป็นครูอาจารย์

ฉันกล้าสบตาเขา

แต่ทว่า เขาทำเหมือนกับไม่เคยรู้จักฉันมาก่อน ไม่มีแม้แต่การทักทาย คำขอโทษ หรืออะไรอีกสารพัดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

แล้วเราก็จากกันไปตลอดกาล...