วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 1 มารู้จักกัน



เรื่องราวที่เขียนลงในบันทึกความทรงจำนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดจากประสบการณ์ของผู้เขียน 

หากมีข้อความส่วนใดล่วงเกินผู้ที่ถูกกล่าวถึง ผู้เขียนขออภัยมา ณ ที่นี้

...

            “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร” 

            คำกล่าวนี้คงจะใช้ได้กับชีวิตของผู้หญิงอายุ 40 ปีคนหนึ่งที่ผ่านทุกข์ สุข มานับไม่ถ้วน ถ้าเทียบกับคนในวัยเดียวกัน หลายเรื่องเกิดขึ้นจากความตั้งใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ชีวิตช่วงแรก เหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ที่มีหนามปนมาบ้างพอให้เจ็บ ๆ คัน ๆ...

            ฉันชื่อ “แก้ว” เป็นลูกสาวคนเดียว แก้วตาดวงใจของพ่อแม่

พ่อของฉันรับราชการเป็นทหารอากาศ มาจากครอบครัวในจังหวัดนนทบุรีที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก ปู่เคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่แล้วก็ตัดสินใจบวชเป็นพระ ให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนเดินตามความฝันของตัวเอง พ่อจึงต้องดิ้นรนและทำงานส่งเสียตัวเองจนเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งทำให้ได้พบรักกับแม่ที่นั่น 

จากนั้นพ่อก็สอบเข้ารับราชการเป็นทหารอากาศ จนได้เลื่อนยศมาเรื่อย ๆ จนถึง นาวาอากาศเอก ด้วยความที่เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผมหยักศก ผิวคล้ำ หน้าตาดี เป็นนักพูดที่มีเสน่ห์ และเก่งรอบด้าน ทำให้มีสาว ๆ มาแอบมองอยู่เสมอ พ่อเป็นคนมีสัมผัสที่หก ทำให้เหมือนว่าจะสื่อสารกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติได้ แต่คนในบ้านก็ไม่เชื่อกันมากนัก 

พ่อจะตื่นตี 4 ทุกวัน เก่งทั้งทำอาหาร ทำงานบ้าน ดูแลรถ และดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่เวลาสอนการบ้านให้ทีไร ฉันจะถูกดุอยู่เสมอ เพราะความไม่เอาไหนของฉันเอง

พ่อรักแม่มาก

นั่นคือสิ่งที่ฉันสัมผัสได้มาโดยตลอดและทำให้ครอบครัวของเราอบอุ่นมาก หลังจากแต่งงานกัน พ่อกับแม่ก็สร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ในจังหวัดนนทบุรี และพาย่า (น้องสาวของปู่) มาอาศัยอยู่ด้วย ส่วนย่าที่แท้จริง พ่อแทบจำหน้าไม่ได้แล้ว เพราะทิ้งไปตั้งแต่ยังเล็กนัก 

น้องสาวของปู่คนนี้เป็นหญิงแกร่ง ตัวผอม ผมสั้นหยิก และเคยทำงานก่อสร้างมาก่อน งานที่ย่าพูดอยู่บ่อย ๆ ก็คือ การก่อสร้างมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา ย่าจะเล่าอย่างออกรสเมื่อพูดถึงงานชิ้นนี้ เมื่อเจองานหนักมาเกือบทั้งชีวิต การทำงานเพียงแค่ในบ้านและเลี้ยงหลานจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย 

ใคร ๆ ก็บอกว่า ย่าเป็นคนตลก ฉลาด ทันคน เก่งงานฝีมือทุกอย่าง และรักหลานจนหลง เรียกว่า ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม พ่อดุ ย่าก็โอ๋ แม่ว่า ย่าก็ปลอบ เป็นอย่างนี้เสมอ ฉันจึงติดย่ามากกว่าใคร ๆ มิใช่ติดเพียงอยู่กับย่าเท่านั้น แต่ฉันก็เอานิสัยหลาย ๆ อย่างมาจากย่าด้วย โดยเฉพาะการพูดจาตรง ๆ ไม่ค่อยเกรงใจใคร ยกเว้น งานฝีมือที่ฉันไม่เอาไหนเลย

แม่ของฉันรับราชการเช่นกัน เป็นครูสอนภาษาไทย สังกัดกรมอาชีวศึกษา แม่เป็นผู้หญิงผมสั้น ตัวเล็ก ผิวขาว มีเชื้อสายจีน มาจากครอบครัวค้าขายในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แม่จิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้มีแต่คนรักเต็มไปหมด หลังจากแต่งงานกับพ่อในปี 2520 แม่ถูกโอนย้ายไปสอนที่จังหวัดหนองคายทันที ทำให้พ่อต้องนั่งรถไฟ เพื่อเดินทางไปเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์ 

ระยะทางคงมิใช่อุปสรรค

ในปี 2522 แม่ก็ตั้งท้อง และอุ้มท้องมาทำจดหมายขอโอนย้ายกลับมากรุงเทพฯ จนได้เข้ามาทำงานที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง ย่านดอนเมือง 

แม่บอกว่า ฉันนี่ล่ะ คือสิ่งที่ทำให้แม่ได้กลับบ้าน

ก่อนที่แม่จะตั้งท้อง พ่อฝันว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกาะอยู่ที่ต้นมะพร้าว แล้วบอกว่า “น้า ๆ หนูขอมาเป็นลูกน้าได้ไหม” และมีเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง มองอยู่ แต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากฝันนั้น พ่อก็มั่นใจเหลือเกินว่า ลูกคนแรกต้องเป็นผู้หญิง ในที่สุด แม่ก็ตั้งท้องจริง ๆ ได้ลูกสาวเป็นคนแรก และเป็นลูกเพียงคนเดียว

ช่วงแรกของการสร้างครอบครัว พ่อและแม่ลำบากมาก เพราะเงินเดือนของข้าราชการมีเพียงน้อยนิด ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ค่าเล่าเรียนลูก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกจิปาถะ พ่อตัดสินใจซื้อรถโฟล์คเต่าสีแดงมือสองในราคา 2-3 หมื่น เพื่อไปทำงานและไปรับไปส่งฉัน 

ยังจำได้ดีว่า วันที่พ่อขับรถคันนี้มาบ้านครั้งแรก พ่อยังไม่มีใบขับขี่ ยังขับไม่คล่อง และสภาพรถก็โทรมมาก แม่ทำตาโตเมื่อเห็นว่า พ่อซื้อรถอะไรมา ภายหลังได้เปลี่ยนสีรถเป็นสีน้ำเงิน ติดแอร์ และวางเครื่องรถใหม่

รถโฟล์คเต่าคันนี้ เป็นความทรงจำที่มีค่าของฉัน เพราะมันแตกต่างจากรถคันอื่น ๆ ที่เห็นทั่วไป แม้ว่าจะต้องซ่อมอยู่ทุกเดือน หรือเคยเบรกแตก จนรถเข้าไปมุดอยู่ใต้ท้องรถเมล์คันหน้าก็ตาม แต่ภายหลัง ก็ถูกขายไปด้วยสภาพของรถที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ขับขี่

ความอบอุ่นทั้งหมดที่ “บ้าน” ส่งมอบให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้ฉันไม่อยากไปจากครอบครัวเลยแม้แต่วันเดียว ยังจำได้ว่า ในวัยเด็ก ฉันไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากมีเพื่อน ไปแล้วก็ร้องไห้ ขอให้ย่ามารับกลับบ้าน 

ฉันมีเพื่อนน้อยมาก เป็นเด็กที่เงียบ เรียบร้อย และเก็บตัวเมื่ออยู่ในสังคม ฉันมีเพื่อนสนิทในวัยประถมไม่กี่คน ทั้ง ๆ ที่เรียนโรงเรียนเอกชน เพื่อนส่วนใหญ่ฐานะดี และซื้อของเล่นใหม่ ๆ มาที่โรงเรียนเสมอ ส่วนของเล่นของฉัน รวมไปถึงขนมหน้าตาแปลก ๆ จะเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยฝีมือของย่า ทำให้แตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ

เมื่ออยู่บ้าน ฉันแตกต่างจากอยู่ที่โรงเรียนราวฟ้ากับดิน ฉันเป็นเด็กคุยเก่ง ร่าเริง และค่อนข้างซน แต่ทว่า เมื่ออายุเพียง 6 ขวบ ฉันก็พบปัญหาใหญ่คือ มองไม่เห็นในระยะไกล แม้กระทั่งนั่งหน้าชั้น ก็ยังมองไม่เห็นสิ่งที่ครูเขียนบนกระดาน ทำให้พ่อพาฉันไปตรวจสายตา และพบว่า ฉันสายตาสั้นถึง 450 และสั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ ดังนั้น ฉันจึงเป็นเด็กนักเรียนเพียงคนเดียวในห้องที่ใส่แว่นตาหนาเตอะ แล้วก็ยังต้องจัดฟันอีก เพราะเคยลื่นล้มจนคางกระแทก ทำให้มีปัญหาฟันผิดรูป นอกจากนี้ยังตัวผอม และผิวคล้ำอีกด้วย

ลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากนักเรียนทั่วไป ทำให้ฉันถูกเพื่อนผู้ชายแกล้งอยู่บ่อย ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อนผู้ชายที่นึกสนุก เอาดินสอปลายแหลมมาทิ่มที่แขนข้างซ้ายของฉัน จนทำให้ปลายดินสอหักคาอยู่ในผิวหนัง หรือบางทีก็บังคับให้ถอดแว่นตา ทำให้ฉันมองไม่เห็น ฉันจึงไม่ชอบผู้ชายเอาจริง ๆ เพื่อนน้อยนิดที่มี จึงเป็นเพื่อนผู้หญิงทั้งหมด

ฉันเรียนไม่เก่ง ทั้งที่แม่ก็เป็นครู และพ่อก็บอกอยู่บ่อย ๆ ว่า พ่อสอบได้ที่ 1 เสมอ หากในห้องเรียนมีนักเรียน 25 คน อันดับการสอบของฉัน ต้องมากกว่าลำดับที่ 20 พ่อพยายามถึงขนาดที่ว่า อัดเสียงอ่านหนังสือเรียนใส่ในเทป แล้วให้ฉันฟังทุกเช้า แต่ฉันก็หลับไปพร้อมกับเสียงพ่อเสมอ และทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน วลียอดฮิตที่ฉันต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษก็คือ พ่อจะถามว่า “Are you ready?” ถ้าฉันตอบ No เมื่อไหร่ เตรียมตัวรับระเบิดลูกใหญ่ได้เลย

พ่อกับแม่พยายามหาอนาคตที่ดีให้กับลูกสาวที่ไม่เอาไหนของเขา โดยมองจากความถนัด และก็พบว่า ฉันสนใจด้านภาษาตั้งแต่เด็ก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท โดยเฉพาะหนังสือแปล หรือแม้กระทั่งเรื่องเพชรพระอุมา ที่มีความยาวไม่รู้กี่สิบเล่ม ก็ใช้เวลาอ่านไม่นาน ฉันชอบแต่งกลอนเล่าเรื่องราวต่าง ๆ แม้ว่าภาษาจะไม่สวย แต่ก็สื่อความได้เข้าใจ 

ครั้งหนึ่งฉันได้เขียนบทความเกี่ยวกับศิลปินญี่ปุ่นส่งไปยังนิตยสาร Idol และได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ ทำให้ฉันตั้งใจว่า เมื่อโตขึ้น จะเป็นนักเขียนให้ได้ แต่แล้วแม่ก็ดับฝันของฉันว่า “เป็นนักเขียนแล้วกินแกลบนะลูก” ทำให้ฉันล้มเลิกความคิดนี้ไป และยังหาความฝันใหม่ของตัวเองไม่เจอ

ช่วงวัยประถมศึกษา บรรยากาศในโรงเรียนไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุขมากนัก เพราะนักเรียนที่ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นลูกคนรวย ไม่เพียงเก่ง สวยหล่อ ก็ยังมีความสามารถหลายอย่าง ในขณะที่ฉันไม่มีอะไรที่ว่ามาเลยสักอย่าง นั่นทำให้ฉันเป็นเด็กเก็บตัวมาโดยตลอด 

คำว่า “เก็บตัว” นี้ มิใช่คำที่ฉันให้นิยามตัวเอง แต่คำนี้ ปรากฏในสมุดพกที่ครูเขียนให้ทุกเทอม บางกิจกรรม เพื่อน ๆ ได้ทำร่วมกันทั้งห้อง แต่ฉันจะถูกครูสั่งให้นั่งเงียบ ๆ ด้วยสาเหตุว่า ฉันใส่แว่นตาหนา ๆ ทำกิจกรรมไม่สะดวก และไม่กล้าพูด

การกลับมาบ้าน เล่นกับย่า เล่นกับพี่ข้างบ้านที่อายุห่างกัน 3 ปี เล่นกับหมา หรือทำขนมไทย เช่น ข้าวต้มมัด มะพร้าวแก้ว วุ้นกะทิ ฯลฯ จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ยิ่งวันไหนแม่สอนภาคค่ำ ฉันก็เตรียมท้องไว้รอขนมอร่อย ๆ ที่แม่ซื้อจากข้างทางรถไฟมาฝาก ขนมราคาเพียง 5 บาท 10 บาท ก็ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ

แม้ว่าครอบครัวเราจะมีเงินน้อย แต่ช่วงปิดเทอม ก็จะได้ไปเที่ยวทะเลที่บ้านเพ จังหวัดระยองกันเสมอ เพราะป้าของฉัน (พี่สาวแม่) จัดทริปสั้น ๆ ไปกันเกือบทั้งตระกูล ความทรงจำในวัยเด็กของฉันเกี่ยวกับทะเล จึงมีอยู่มาก และเป็นความรู้สึกที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อต้องย้ายโรงเรียนจากระดับประถมศึกษาเพื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น บรรยากาศทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ฉันเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ใกล้บ้าน มีพ่อขับรถไปส่ง มีย่านั่งรถสองแถวไปรับตอนเย็น ฉันยังคงมีเพื่อนน้อยเช่นเดิม แต่เพื่อนที่มี ก็เป็นเพื่อนที่ดี และดูแลฉันเสมอ ส่วนการเรียนก็ค่อนข้างดีขึ้นบ้างแล้ว และไม่มีการจัดลำดับการสอบเหมือนสมัยประถมอีก

ช่วงชีวิตของฉันหลังจากนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป นั่นเพราะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนฉันเป็นคนละคน

ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้อีก...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น