วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 2 แค้นนี้ต้องชำระ


กลางเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ละคนเตรียมหาชุดใหม่ อุปกรณ์การเรียน และสิ่งต่าง ๆ เพื่อต้อนรับเทอมใหม่ ชั้นปีใหม่ที่กำลังมาถึง

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พ่อแม่ต้องการให้ลูกสาวคนเดียวอย่างฉันสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ ซึ่งถือว่า เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในยุคนั้น เป็นโรงเรียนที่มีแต่ “เด็กหัวกะทิ” เข้าเรียน ใครเรียนจบจากที่นี่ ก็มีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน

ฉันเรียนพิเศษหลายที่และติวก่อนสอบอย่างหนัก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ความสำเร็จ ครูสอนพิเศษคนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “เธออยากเป็นหัวสุนัข หรือหางสิงโต[i] จงเลือกเอา”

ฉันสอบตก

แม้แต่หางสิงโตก็ยังเอื้อมไปไม่ถึง...

พลาดหวังจากโรงเรียนดัง แล้วก็ยังไม่สามารถกลับเข้าไปศึกษาต่อในโรงเรียนเดิมได้ กลายเป็นภาระของพ่อแม่ที่ต้องพาฉันตระเวนหาโรงเรียนใหม่ เพื่อเข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เราไปกันหลายที่ และถูกปฏิเสธมาตลอด เพราะปิดช่วงการรับสมัครแล้ว 

          จนมาถึงโรงเรียนสุดท้าย เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ไม่ไกลจากบ้านของฉันนัก พ่อบอกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเพื่อนเก่าของพ่อและแม่ ดังนั้นเขาอาจจะช่วยเหลือเราได้

วันนั้น พ่อพาฉันเข้าไปพบผู้อำนวยการโรงเรียน ขอเรียกว่า โรงเรียน ร. เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในพระราชูปภัมภ์ ของรัชกาลที่ 9 เมื่อเข้าไปห้องผู้อำนวยการ ก็มีนักเรียนอีกหลายคนที่กำลังจะอยู่ในฐานะ “เด็กฝาก” นั่งรอกันอยู่ จนถึงคิวของฉันเป็นคิวสุดท้าย

ผู้อำนวยการเป็นชายวัยกลางคน ร่างผอม ใส่แว่นตากรอบดำ ทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ แล้วถามพ่อกับฉันด้วยน้ำเสียงเชิงเสียดสีว่า ได้เกรดเท่าไหร่ ไม่มีโรงเรียนไหนรับแล้วหรือ

ฉันนิ่งไป

สัมผัสได้ว่า เขาไม่ได้มีเยื่อใยใด ๆ กับคำว่า “เพื่อนเก่า” ที่พ่อเคยพูดถึง แม้ว่าพ่อจะพยายามสานสัมพันธ์อันดีด้วยก็ตาม ทว่า อาจด้วยเกรดของฉันที่ไม่ย่ำแย่นัก เขาจึงตกลงรับฉันเข้าเรียนในห้องศิลป์-ฝรั่งเศส เป็นเลขที่สุดท้ายของห้อง 

          ฉันรู้ว่า พ่อโกรธ ที่เขาแสดงท่าทีและมีคำพูดแบบนั้น เพราะโดยปกติพ่อไม่เคยขอร้องใครก่อน มีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพ่อและแม่มากกว่า แต่พ่อก็อดทนเพื่อฉัน

เมื่อได้เข้าเรียน สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจคือ ครูประจำชั้นซึ่งสอนภาษาฝรั่งเศสด้วย ครูเป็นผู้หญิงที่อายุใกล้เลขหกแล้ว ผมสั้นดัดเป็นลอน ผิวขาว รูปร่างท้วมเล็กน้อย ครูเป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารี และเอาใจใส่นักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง

เดือนแรกของการเรียน ฉันเป็นเด็กเรียบร้อยและตั้งใจ เพื่อไม่ให้พ่อและครูเสียใจ จนทำให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ ในห้อง แต่แล้วเดือนแรกแห่งการปรับตัว ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เย็นวันหนึ่ง พ่อไม่มารับฉันที่โรงเรียนเหมือนเคย แต่เป็นคุณน้าข้างบ้านมาแทน ฉันยังไม่เอะใจอะไร น้าบอกว่า พ่อป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ซึ่งเวลานั้น แม่ของฉันก็ไปราชการที่ต่างจังหวัด ฉันกับญาติจึงไปหาพ่อที่โรงพยาบาลภูมิพล พ่ออยู่ในห้องไอซียู โดยมีป้าของฉันเซ็นใบอนุญาตยินยอมให้ผ่าตัดสมอง

ทหารอากาศเพื่อนของพ่อเล่าว่า พ่อไปประชุมแทนเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็หมดสติในห้องประชุม พอขึ้นรถพยาบาล พ่อเริ่มมีสติอีกครั้ง และพยายามเขียนเบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน

ใจพ่อกลับบ้านแล้ว เพียงแต่มาไม่ถึงเท่านั้น...

พ่อมีภาวะเส้นโลหิตในสมองแตก สมองบวม นอนอยู่ในห้องไอซียูนานถึง 13 วัน โดยไม่รับรู้ใด ๆ

ฉันยังจำภาพที่สัญญาณชีพของพ่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ เปลี่ยนจากมีกราฟชีวิตแผ่วเบา เป็นค่อย ๆ จางไปกลายเป็นเส้นตรงในที่สุด

ฉันไม่ได้ร้องไห้ 

พ่อบอกเสมอให้ฉันเข้มแข็งสมกับเป็นลูกทหาร

พ่อไม่ได้รับการปูนบำเหน็จ เพราะถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการแทน โดยที่ไม่ได้มีคำสั่งโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา และงานศพก็มาถึง

ครูประจำชั้นพาฉันเข้าไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียนว่า พ่อของฉันเสียแล้ว

เมื่อฉันก้าวเข้าไปบอกในห้องทำงาน ชายร่างผอมทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนแค่ว่ารับรู้ แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ครูโกรธที่ผู้อำนวยการแสดงท่าทีเช่นนั้น แล้วบอกว่า หนูต้องตั้งใจเรียนให้มาก อย่าทำให้พ่อเสียใจ

ฉันจดจำคำสั่งสอนของครูไว้เสมอ

ครูประจำชั้นมางานศพพ่อของฉันด้วย และฉันจำได้ว่า ครูร้องไห้เพราะสงสารฉัน

เมื่อพ่อจากไป ทุกอย่างในบ้านเปลี่ยนแปลงไปหมด แม่กลายเป็นเสาหลักของบ้านเพียงคนเดียว เงินเดือนของข้าราชการครูไม่ได้มากนัก ฉันจึงต้องทำงานพิเศษในตอนเย็นและวันหยุดเพื่อช่วยแม่อีกทางหนึ่ง ประกอบกับตั้งใจเรียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่ฉันเรียน ๆ เล่น ๆ ไม่ใส่ใจอะไร เพราะอย่างไรเสีย ก็มีครอบครัวคอยช่วยเหลือค้ำจุนอยู่เสมอ

ฉันเรียนอย่างหนัก ทุ่มเท พยายาม ให้สมกับความตั้งใจของครูและพ่อ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันมีเป้าหมายหนึ่งคือ การแก้แค้น แต่แค้นของฉันในครั้งนี้จะต้องไม่ทำให้ตัวของฉันตกต่ำลงด้วย

หลังจากเปลี่ยนแปลงตัวเองและทุ่มเทนับปี ความพยายามของฉันก็ประสบผลสำเร็จ

ความภาคภูมิใจที่พ่อไม่ได้เห็น...

ฉันทำคะแนนได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 เกือบทุกรายวิชา และได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดของทุกสายการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 เป็นคะแนนสูงสุดของโรงเรียน ทำให้ได้รับทุนพระราชทานเรียนดี และได้เข้าเฝ้าฯ ตลอด 3 ปีการศึกษา รวมถึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทานเรียนดี จากพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9

...

ทุกปีที่มีการประกาศชื่อนักเรียนสร้างผลงานให้แก่โรงเรียน แน่นอนว่า ผู้อำนวยการต้องเป็นคนขึ้นพูดประกาศเกียรติคุณหน้าเสาธง พร้อมมอบของรางวัล และอื่น ๆ ให้แก่ฉัน นามสกุลของฉันเป็นของพ่อ ไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ และฉันก็เป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนไม่กี่คนของโรงเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์ติด

พร้อมกับประโยคที่ผู้อำนวยการได้ยินจากปากของฉันทุกปีว่า

“ท่านจำหนูได้ใช่ไหมคะ”

เด็กผู้หญิงที่ท่านเคยดูถูกไว้เมื่อ 3 ปีก่อน คำว่า เพื่อน ที่ท่านไม่เคยเหลียวแล งานศพพ่อของหนูที่ท่านไม่เคยใส่ใจ ต่อแต่นี้ ฉันจะเป็นที่จดจำของเขาและของโรงเรียนไปอีกนาน






[i] หัวสุนัข คือ คนที่โดดเด่นในสถานที่เล็ก ๆ ส่วนหางสิงโต คือ เป็นคนด้อยในสถานที่อันโด่งดัง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น