กลางเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนต่าง
ๆ ทั่วประเทศ แต่ละคนเตรียมหาชุดใหม่ อุปกรณ์การเรียน และสิ่งต่าง ๆ
เพื่อต้อนรับเทอมใหม่ ชั้นปีใหม่ที่กำลังมาถึง
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 พ่อแม่ต้องการให้ลูกสาวคนเดียวอย่างฉันสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กรุงเทพฯ ซึ่งถือว่า เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในยุคนั้น เป็นโรงเรียนที่มีแต่ “เด็กหัวกะทิ”
เข้าเรียน ใครเรียนจบจากที่นี่
ก็มีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน
ฉันเรียนพิเศษหลายที่และติวก่อนสอบอย่างหนัก
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ความสำเร็จ ครูสอนพิเศษคนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า
“เธออยากเป็นหัวสุนัข หรือหางสิงโต[i]
จงเลือกเอา”
ฉันสอบตก
แม้แต่หางสิงโตก็ยังเอื้อมไปไม่ถึง...
พลาดหวังจากโรงเรียนดัง
แล้วก็ยังไม่สามารถกลับเข้าไปศึกษาต่อในโรงเรียนเดิมได้
กลายเป็นภาระของพ่อแม่ที่ต้องพาฉันตระเวนหาโรงเรียนใหม่
เพื่อเข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เราไปกันหลายที่ และถูกปฏิเสธมาตลอด
เพราะปิดช่วงการรับสมัครแล้ว
จนมาถึงโรงเรียนสุดท้าย เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ไม่ไกลจากบ้านของฉันนัก พ่อบอกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเพื่อนเก่าของพ่อและแม่ ดังนั้นเขาอาจจะช่วยเหลือเราได้
จนมาถึงโรงเรียนสุดท้าย เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ไม่ไกลจากบ้านของฉันนัก พ่อบอกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเพื่อนเก่าของพ่อและแม่ ดังนั้นเขาอาจจะช่วยเหลือเราได้
วันนั้น
พ่อพาฉันเข้าไปพบผู้อำนวยการโรงเรียน ขอเรียกว่า โรงเรียน ร.
เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในพระราชูปภัมภ์ ของรัชกาลที่ 9 เมื่อเข้าไปห้องผู้อำนวยการ
ก็มีนักเรียนอีกหลายคนที่กำลังจะอยู่ในฐานะ “เด็กฝาก” นั่งรอกันอยู่
จนถึงคิวของฉันเป็นคิวสุดท้าย
ผู้อำนวยการเป็นชายวัยกลางคน
ร่างผอม ใส่แว่นตากรอบดำ ทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ
แล้วถามพ่อกับฉันด้วยน้ำเสียงเชิงเสียดสีว่า ได้เกรดเท่าไหร่
ไม่มีโรงเรียนไหนรับแล้วหรือ
ฉันนิ่งไป
สัมผัสได้ว่า
เขาไม่ได้มีเยื่อใยใด ๆ กับคำว่า “เพื่อนเก่า” ที่พ่อเคยพูดถึง แม้ว่าพ่อจะพยายามสานสัมพันธ์อันดีด้วยก็ตาม
ทว่า อาจด้วยเกรดของฉันที่ไม่ย่ำแย่นัก เขาจึงตกลงรับฉันเข้าเรียนในห้องศิลป์-ฝรั่งเศส
เป็นเลขที่สุดท้ายของห้อง
ฉันรู้ว่า พ่อโกรธ ที่เขาแสดงท่าทีและมีคำพูดแบบนั้น เพราะโดยปกติพ่อไม่เคยขอร้องใครก่อน มีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพ่อและแม่มากกว่า แต่พ่อก็อดทนเพื่อฉัน
ฉันรู้ว่า พ่อโกรธ ที่เขาแสดงท่าทีและมีคำพูดแบบนั้น เพราะโดยปกติพ่อไม่เคยขอร้องใครก่อน มีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพ่อและแม่มากกว่า แต่พ่อก็อดทนเพื่อฉัน
เมื่อได้เข้าเรียน
สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจคือ ครูประจำชั้นซึ่งสอนภาษาฝรั่งเศสด้วย ครูเป็นผู้หญิงที่อายุใกล้เลขหกแล้ว
ผมสั้นดัดเป็นลอน ผิวขาว รูปร่างท้วมเล็กน้อย ครูเป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารี
และเอาใจใส่นักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง
เดือนแรกของการเรียน
ฉันเป็นเด็กเรียบร้อยและตั้งใจ เพื่อไม่ให้พ่อและครูเสียใจ
จนทำให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ ในห้อง แต่แล้วเดือนแรกแห่งการปรับตัว
ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เย็นวันหนึ่ง
พ่อไม่มารับฉันที่โรงเรียนเหมือนเคย แต่เป็นคุณน้าข้างบ้านมาแทน
ฉันยังไม่เอะใจอะไร น้าบอกว่า พ่อป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ซึ่งเวลานั้น
แม่ของฉันก็ไปราชการที่ต่างจังหวัด ฉันกับญาติจึงไปหาพ่อที่โรงพยาบาลภูมิพล
พ่ออยู่ในห้องไอซียู โดยมีป้าของฉันเซ็นใบอนุญาตยินยอมให้ผ่าตัดสมอง
ทหารอากาศเพื่อนของพ่อเล่าว่า
พ่อไปประชุมแทนเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็หมดสติในห้องประชุม พอขึ้นรถพยาบาล
พ่อเริ่มมีสติอีกครั้ง และพยายามเขียนเบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน
ใจพ่อกลับบ้านแล้ว
เพียงแต่มาไม่ถึงเท่านั้น...
พ่อมีภาวะเส้นโลหิตในสมองแตก
สมองบวม นอนอยู่ในห้องไอซียูนานถึง 13 วัน โดยไม่รับรู้ใด ๆ
ฉันยังจำภาพที่สัญญาณชีพของพ่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ค่อย ๆ เปลี่ยนจากมีกราฟชีวิตแผ่วเบา เป็นค่อย ๆ จางไปกลายเป็นเส้นตรงในที่สุด
ฉันไม่ได้ร้องไห้
พ่อบอกเสมอให้ฉันเข้มแข็งสมกับเป็นลูกทหาร
พ่อไม่ได้รับการปูนบำเหน็จ
เพราะถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการแทน โดยที่ไม่ได้มีคำสั่งโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา
และงานศพก็มาถึง
ครูประจำชั้นพาฉันเข้าไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียนว่า
พ่อของฉันเสียแล้ว
เมื่อฉันก้าวเข้าไปบอกในห้องทำงาน
ชายร่างผอมทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนแค่ว่ารับรู้ แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ครูโกรธที่ผู้อำนวยการแสดงท่าทีเช่นนั้น
แล้วบอกว่า หนูต้องตั้งใจเรียนให้มาก อย่าทำให้พ่อเสียใจ
ฉันจดจำคำสั่งสอนของครูไว้เสมอ
ครูประจำชั้นมางานศพพ่อของฉันด้วย
และฉันจำได้ว่า ครูร้องไห้เพราะสงสารฉัน
เมื่อพ่อจากไป
ทุกอย่างในบ้านเปลี่ยนแปลงไปหมด แม่กลายเป็นเสาหลักของบ้านเพียงคนเดียว เงินเดือนของข้าราชการครูไม่ได้มากนัก
ฉันจึงต้องทำงานพิเศษในตอนเย็นและวันหยุดเพื่อช่วยแม่อีกทางหนึ่ง
ประกอบกับตั้งใจเรียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่ฉันเรียน ๆ เล่น
ๆ ไม่ใส่ใจอะไร เพราะอย่างไรเสีย ก็มีครอบครัวคอยช่วยเหลือค้ำจุนอยู่เสมอ
ฉันเรียนอย่างหนัก
ทุ่มเท พยายาม ให้สมกับความตั้งใจของครูและพ่อ และยิ่งไปกว่านั้น
ฉันมีเป้าหมายหนึ่งคือ การแก้แค้น แต่แค้นของฉันในครั้งนี้จะต้องไม่ทำให้ตัวของฉันตกต่ำลงด้วย
หลังจากเปลี่ยนแปลงตัวเองและทุ่มเทนับปี
ความพยายามของฉันก็ประสบผลสำเร็จ
ความภาคภูมิใจที่พ่อไม่ได้เห็น...
ฉันทำคะแนนได้สูงสุดเป็นอันดับ
1 เกือบทุกรายวิชา และได้เกรดเฉลี่ยสูงสุดของทุกสายการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
4, 5 และ 6 เป็นคะแนนสูงสุดของโรงเรียน ทำให้ได้รับทุนพระราชทานเรียนดี และได้เข้าเฝ้าฯ
ตลอด 3 ปีการศึกษา รวมถึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทานเรียนดี
จากพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9
...
ทุกปีที่มีการประกาศชื่อนักเรียนสร้างผลงานให้แก่โรงเรียน
แน่นอนว่า ผู้อำนวยการต้องเป็นคนขึ้นพูดประกาศเกียรติคุณหน้าเสาธง
พร้อมมอบของรางวัล และอื่น ๆ ให้แก่ฉัน นามสกุลของฉันเป็นของพ่อ
ไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ และฉันก็เป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนไม่กี่คนของโรงเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์ติด
พร้อมกับประโยคที่ผู้อำนวยการได้ยินจากปากของฉันทุกปีว่า
“ท่านจำหนูได้ใช่ไหมคะ”
เด็กผู้หญิงที่ท่านเคยดูถูกไว้เมื่อ
3 ปีก่อน คำว่า เพื่อน ที่ท่านไม่เคยเหลียวแล งานศพพ่อของหนูที่ท่านไม่เคยใส่ใจ
ต่อแต่นี้ ฉันจะเป็นที่จดจำของเขาและของโรงเรียนไปอีกนาน
[i]
หัวสุนัข คือ
คนที่โดดเด่นในสถานที่เล็ก ๆ ส่วนหางสิงโต คือ เป็นคนด้อยในสถานที่อันโด่งดัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น