ทุกวันคือวันปกติของผู้หญิงใส่แว่นหนาเตอะหน้าตาแสนธรรมดาคนหนึ่ง
อายุราว 18-19 ปีในเวลานั้น
แต่แล้ว...
เรื่องราวไม่ปกติก็เกิดขึ้นขณะฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่
2 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
วันนั้นฝนตกปรอย
ๆ ฉันไม่ได้เข้าเรียนเหมือนทุกวัน
เพราะมารับงานเป็นพิธีกรภาคสนามให้กับสถานีโทรทัศน์ itv
เพื่อถ่ายทำรายการสุดยอดเอเชีย ช่วงแนะนำมหาวิทยาลัย
ซึ่งคู่พิธีกรของฉัน เป็นนักศึกษาชายรุ่นพี่จากคณะวิทยาศาสตร์ เราเข้ากันได้ดี
แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็น
วันนั้น
ฉันและรุ่นพี่ พร้อมทีมงาน ยืนถ่ายทำรายการอยู่ที่หน้าลานรูปปั้นอาจารย์ศิลป์
พีระศรี ซึ่งถ้าคนที่เคยเข้าไปมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ จะรู้ดีว่า
วิทยาเขตนี้มีเพียง 4 คณะ ได้แก่ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์
คณะสถาปัตยกรรม คณะโบราณคดี และคณะมัณฑนศิลป์ ซึ่งลานอาจารย์ศิลป์
ก็อยู่หน้าคณะจิตรกรรมฯ พอดิบพอดี
การถ่ายทำใช้เวลาไม่นานนัก
ท่ามกลางอากาศขมุกขมัว เนื่องจากฝนปรอยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่า ฉันและรุ่นพี่สนใจเพียงสคริปต์และหน้าที่ของตน
โดยไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติใด ๆ
วันรุ่งขึ้น
ฉันเดินเข้าคณะเพื่อไปเรียนตามปกติ พลันสายตาก็ต้องสะดุดกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง
คิ้วเข้ม ทำผมทรงมหาดไทย คาดเดาอายุได้ยาก และแต่งกายด้วยผ้าไทยโบราณ เขายืนรอใครบางคนอยู่ที่หน้าคณะ
จากนั้นเมื่อพบหน้า
จึงทักฉันด้วยเสียงดังพอสมควร ถามว่า “น้องแก้วใช่ไหมครับ”
ฉันพยักหน้าอย่างงง
ๆ “พี่เห็นน้องที่หน้าลานอาจารย์ศิลป์เมื่อวานนี้”
ฉันพยายามนึกว่า
ผู้ชายคนนี้เป็นใคร นึกแล้วนึกอีก...
ฉันไม่รู้จักผู้ชายรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาก่อนจริง
ๆ แล้วจู่ ๆ เขาก็ยื่นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเก่า ๆ เล่มหนึ่งให้ฉัน แล้วบอกเสียงดังฟังชัดว่า
“น้องคือเมียพี่ในชาติก่อน
พี่คือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด!
ยังไงก็อยากให้น้องกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้ดู”
ฉันอึ้ง
ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ไม่คิดว่า จะพบเจอคนแต่งตัวแปลก ๆ แล้วยังพูดอะไรที่น่าขนลุก
ฉันสงบสติอารมณ์ได้ในเวลาไม่นาน
เพราะเขาก็ดูไม่ใช่คนบ้าหรือเสียสติ แถมยังดูสุภาพเรียบร้อย
ฉันรับหนังสือเล่มนั้นมาด้วยหัวใจเต้นระรัว
แต่แล้วเมื่อมองหน้าปกของหนังสือเก่าที่เขียนว่า พระเจ้าตากสิน พร้อมภาพหนึ่งบนหน้าปก
สิ่งที่ทำให้ฉันตาเบิกกว้างมากไปกว่าเดิม
คือรูปชายบนหน้าปก กับผู้ชายที่ยืนตรงหน้า แทบจะเป็นคน ๆ เดียวกัน!
ฉันรู้สึกหวิว
ๆ คล้ายจะเป็นลม แต่แล้วเขาก็บอกลาฉันอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินจากไป
ฉันเดินเข้าคณะด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
มึนงง สับสน ฯลฯ
สิ่งหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของฉันมาจนถึงวันนี้
คือ ฉันไม่เคยเปิดอ่านหนังสือเก่าเล่มนั้นเลย
กลัว…
ฉันกลัวว่า
ในหนังสือจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก
เมื่อกลับถึงบ้าน
ฉันเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ของฉันฟังด้วยท่าทางสงบ
แล้วแม่ก็โทรไปคุยกับป้าของฉันเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
ป้าของฉันบอกว่า
ไม่แน่นะ นี่อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะแซ่เดิมของตระกูลเราคือ แซ่แต้
ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับพระเจ้าตากสิน!
นั่นไม่ได้ทำให้ฉันสบายใจมากขึ้นเลย
กลับยิ่งกลัว และทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปอีก
วันต่อ
ๆ มา ฉันยังคงไปเรียนเหมือนเคย และก็ต้องคอยหลบว่า จะพบเจอชายหนุ่มที่อ้างตนว่า
เป็นพระเจ้าตากสิน อีกหรือไม่
แล้วเขาก็มาจริง
ๆ
มาหาฉันอีกหลายต่อหลายครั้ง
ราวกับไม่ว่าจะเดินไปที่ใด ๆ ก็เหมือนจะมีเงาของเขาตามไปด้วย
ฉันยังต้องให้เพื่อนไปส่งกลับบ้าน เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
ฉันพยายามเกาะอยู่กับกลุ่มเพื่อนตลอดเวลา
แต่เขาก็แวะเวียนมาขอร้องเพื่อน ๆ ของฉันด้วยถ้อยคำสุภาพ
เพื่อจะได้คุยกับฉันตามลำพัง
เขาบอกว่า
เหตุที่ฉันชื่อเล่นว่า แก้ว เพราะมาจากชื่อเดิมของเมียเขาคือ นางมณีรัตนา
ที่แปลว่า แก้ว เหมือนกัน
ทำไมน้องต้องหลบหน้าพี่ด้วย?
น้องอ่านหนังสือหรือยัง?
และอีกสารพัด...
นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!
ฉันพยายามหลบ
หนี เหมือนเล่นซ่อนหากับชายหนุ่มคนนี้อยู่ร่วมเดือน ไม่คิดจะสืบเรื่องราวของเขา ไม่รู้จักกระทั่งว่า
เขาชื่อจริงชื่ออะไร เป็นใคร และเป็นพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ค่อนข้างแน่ใจ
คือ ฉันไม่น่าจะใช่เมียพระเจ้าตาก
วันเวลาแห่งความกังวลผ่านเข้ามา
วันแล้ววันเล่า
แล้วจู่
ๆ มันก็เงียบหายไป...
ราวกับว่า
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ชายหนุ่มคนนั้นไม่กลับมาดักรอฉันอีกต่อไป
หายไปอย่างไร้ร่องรอย จนฉันเองเป็นฝ่ายสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง
ฉันพยายามสืบเรื่องราวของเขา โดยถามรุ่นพี่คณะอื่น ๆ
จนได้มาคุยกับรุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ คนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างไว้วางใจ ขอเรียกว่า พี่
ป. เขาบอกว่า จะช่วยตามสืบให้อีกแรงหนึ่ง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก
รุ่นพี่จากคณะจิตรกรรมฯ คนนั้นก็ได้พบคำตอบ
ได้เข้ามาช่วยไขความกระจ่างในใจฉันจนแจ่มชัดขึ้น
พี่
ป. บอกฉันว่า คนที่อ้างตนว่าเป็นพระเจ้าตากสิน แท้จริง คือ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะจิตรกรรมฯ
นั่นเอง สาเหตุที่เขาทำเช่นนั้น
เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในบทบาทสมมติของการทำโปรเจ็กต์จบการศึกษา
และตอนนี้เขาก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยในวังชาย ทำให้ไม่พบเขาอีก
…
โกรธ?
โล่งอก
สบายใจ?
ฉันไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกเช่นไรหรืออยู่ในอารมณ์ไหนดี
ราวกับว่าเหมือนฝันร้ายค่อย ๆ จางหายไป
แต่ก็เป็นบทเรียนที่ฉันจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน
วันเวลาผ่านเลยไปนานนับเดือน
ฉันได้พบชายหนุ่มร่างสูงอีกครั้งโดยบังเอิญหน้ามหาวิทยาลัย
หนนี้ เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ก
แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของการเป็นครูอาจารย์
ฉันกล้าสบตาเขา
แต่ทว่า
เขาทำเหมือนกับไม่เคยรู้จักฉันมาก่อน ไม่มีแม้แต่การทักทาย คำขอโทษ
หรืออะไรอีกสารพัดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
แล้วเราก็จากกันไปตลอดกาล...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น