วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 3 เหลือเชื่อ




ทุกวันคือวันปกติของผู้หญิงใส่แว่นหนาเตอะหน้าตาแสนธรรมดาคนหนึ่ง อายุราว 18-19 ปีในเวลานั้น

แต่แล้ว...

เรื่องราวไม่ปกติก็เกิดขึ้นขณะฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันนั้นฝนตกปรอย ๆ ฉันไม่ได้เข้าเรียนเหมือนทุกวัน เพราะมารับงานเป็นพิธีกรภาคสนามให้กับสถานีโทรทัศน์ itv เพื่อถ่ายทำรายการสุดยอดเอเชีย ช่วงแนะนำมหาวิทยาลัย ซึ่งคู่พิธีกรของฉัน เป็นนักศึกษาชายรุ่นพี่จากคณะวิทยาศาสตร์ เราเข้ากันได้ดี

แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็น

วันนั้น ฉันและรุ่นพี่ พร้อมทีมงาน ยืนถ่ายทำรายการอยู่ที่หน้าลานรูปปั้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งถ้าคนที่เคยเข้าไปมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ จะรู้ดีว่า วิทยาเขตนี้มีเพียง 4 คณะ ได้แก่ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรม คณะโบราณคดี และคณะมัณฑนศิลป์ ซึ่งลานอาจารย์ศิลป์ ก็อยู่หน้าคณะจิตรกรรมฯ พอดิบพอดี

การถ่ายทำใช้เวลาไม่นานนัก ท่ามกลางอากาศขมุกขมัว เนื่องจากฝนปรอยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่า ฉันและรุ่นพี่สนใจเพียงสคริปต์และหน้าที่ของตน โดยไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติใด ๆ 

วันรุ่งขึ้น ฉันเดินเข้าคณะเพื่อไปเรียนตามปกติ พลันสายตาก็ต้องสะดุดกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง คิ้วเข้ม ทำผมทรงมหาดไทย คาดเดาอายุได้ยาก และแต่งกายด้วยผ้าไทยโบราณ เขายืนรอใครบางคนอยู่ที่หน้าคณะ

จากนั้นเมื่อพบหน้า จึงทักฉันด้วยเสียงดังพอสมควร ถามว่า “น้องแก้วใช่ไหมครับ”

ฉันพยักหน้าอย่างงง ๆ “พี่เห็นน้องที่หน้าลานอาจารย์ศิลป์เมื่อวานนี้”

ฉันพยายามนึกว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร นึกแล้วนึกอีก...

ฉันไม่รู้จักผู้ชายรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาก่อนจริง ๆ แล้วจู่ ๆ เขาก็ยื่นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเก่า ๆ เล่มหนึ่งให้ฉัน แล้วบอกเสียงดังฟังชัดว่า

“น้องคือเมียพี่ในชาติก่อน พี่คือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด! ยังไงก็อยากให้น้องกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้ดู”

ฉันอึ้ง

ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่า จะพบเจอคนแต่งตัวแปลก ๆ แล้วยังพูดอะไรที่น่าขนลุก

ฉันสงบสติอารมณ์ได้ในเวลาไม่นาน เพราะเขาก็ดูไม่ใช่คนบ้าหรือเสียสติ แถมยังดูสุภาพเรียบร้อย

ฉันรับหนังสือเล่มนั้นมาด้วยหัวใจเต้นระรัว แต่แล้วเมื่อมองหน้าปกของหนังสือเก่าที่เขียนว่า พระเจ้าตากสิน พร้อมภาพหนึ่งบนหน้าปก

สิ่งที่ทำให้ฉันตาเบิกกว้างมากไปกว่าเดิม คือรูปชายบนหน้าปก กับผู้ชายที่ยืนตรงหน้า แทบจะเป็นคน ๆ เดียวกัน!

ฉันรู้สึกหวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม แต่แล้วเขาก็บอกลาฉันอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินจากไป

ฉันเดินเข้าคณะด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มึนงง สับสน ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของฉันมาจนถึงวันนี้ คือ ฉันไม่เคยเปิดอ่านหนังสือเก่าเล่มนั้นเลย

กลัว

ฉันกลัวว่า ในหนังสือจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ของฉันฟังด้วยท่าทางสงบ แล้วแม่ก็โทรไปคุยกับป้าของฉันเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

ป้าของฉันบอกว่า ไม่แน่นะ นี่อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะแซ่เดิมของตระกูลเราคือ แซ่แต้ ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับพระเจ้าตากสิน!

นั่นไม่ได้ทำให้ฉันสบายใจมากขึ้นเลย กลับยิ่งกลัว และทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปอีก

วันต่อ ๆ มา ฉันยังคงไปเรียนเหมือนเคย และก็ต้องคอยหลบว่า จะพบเจอชายหนุ่มที่อ้างตนว่า เป็นพระเจ้าตากสิน อีกหรือไม่

แล้วเขาก็มาจริง ๆ

มาหาฉันอีกหลายต่อหลายครั้ง ราวกับไม่ว่าจะเดินไปที่ใด ๆ ก็เหมือนจะมีเงาของเขาตามไปด้วย ฉันยังต้องให้เพื่อนไปส่งกลับบ้าน เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น

ฉันพยายามเกาะอยู่กับกลุ่มเพื่อนตลอดเวลา แต่เขาก็แวะเวียนมาขอร้องเพื่อน ๆ ของฉันด้วยถ้อยคำสุภาพ เพื่อจะได้คุยกับฉันตามลำพัง

เขาบอกว่า เหตุที่ฉันชื่อเล่นว่า แก้ว เพราะมาจากชื่อเดิมของเมียเขาคือ นางมณีรัตนา ที่แปลว่า แก้ว เหมือนกัน

ทำไมน้องต้องหลบหน้าพี่ด้วย?

น้องอ่านหนังสือหรือยัง?

และอีกสารพัด...

นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!

ฉันพยายามหลบ หนี เหมือนเล่นซ่อนหากับชายหนุ่มคนนี้อยู่ร่วมเดือน ไม่คิดจะสืบเรื่องราวของเขา ไม่รู้จักกระทั่งว่า เขาชื่อจริงชื่ออะไร เป็นใคร และเป็นพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ค่อนข้างแน่ใจ คือ ฉันไม่น่าจะใช่เมียพระเจ้าตาก

วันเวลาแห่งความกังวลผ่านเข้ามา วันแล้ววันเล่า

แล้วจู่ ๆ มันก็เงียบหายไป...

ราวกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ชายหนุ่มคนนั้นไม่กลับมาดักรอฉันอีกต่อไป หายไปอย่างไร้ร่องรอย จนฉันเองเป็นฝ่ายสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ฉันพยายามสืบเรื่องราวของเขา โดยถามรุ่นพี่คณะอื่น ๆ จนได้มาคุยกับรุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ คนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างไว้วางใจ ขอเรียกว่า พี่ ป. เขาบอกว่า จะช่วยตามสืบให้อีกแรงหนึ่ง

เวลาผ่านไปไม่นานนัก รุ่นพี่จากคณะจิตรกรรมฯ คนนั้นก็ได้พบคำตอบ ได้เข้ามาช่วยไขความกระจ่างในใจฉันจนแจ่มชัดขึ้น

พี่ ป. บอกฉันว่า คนที่อ้างตนว่าเป็นพระเจ้าตากสิน แท้จริง คือ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะจิตรกรรมฯ นั่นเอง สาเหตุที่เขาทำเช่นนั้น เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในบทบาทสมมติของการทำโปรเจ็กต์จบการศึกษา และตอนนี้เขาก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยในวังชาย ทำให้ไม่พบเขาอีก


โกรธ?

โล่งอก สบายใจ?

ฉันไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกเช่นไรหรืออยู่ในอารมณ์ไหนดี ราวกับว่าเหมือนฝันร้ายค่อย ๆ จางหายไป แต่ก็เป็นบทเรียนที่ฉันจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน

วันเวลาผ่านเลยไปนานนับเดือน

ฉันได้พบชายหนุ่มร่างสูงอีกครั้งโดยบังเอิญหน้ามหาวิทยาลัย หนนี้ เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ก แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของการเป็นครูอาจารย์

ฉันกล้าสบตาเขา

แต่ทว่า เขาทำเหมือนกับไม่เคยรู้จักฉันมาก่อน ไม่มีแม้แต่การทักทาย คำขอโทษ หรืออะไรอีกสารพัดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

แล้วเราก็จากกันไปตลอดกาล...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น