วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Chapter 5 ความทรงจำที่หายไป



การอยู่คนเดียวในบางครั้ง ก็มิใช่เรื่องเลวร้ายนัก เพราะทำให้เราได้มีโอกาสคิดทบทวนอดีต และวางแผนอนาคต 

แต่หากว่า เราต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตล่ะ!

หลังจากที่เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท อาการซึมเศร้าและอกหัก ยังคงไม่จางหายไป โชคดีที่ฉันมีเพื่อนใหม่ใจดี เธอดูแลและปลอบใจฉันอยู่เสมอ แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน 

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นน้องคนหนึ่งอายุห่างจากฉัน 3 ปี ที่เคยทำงานที่เดียวกัน คอยดูแลและห่วงใยฉัน เขาเป็นสุภาพบุรุษอย่างมาก ปฏิบัติตัวกับฉันราวกับองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิง แถมเรียกฉันว่า “พี่นางฟ้า” คำนี้ไม่ได้เกินเลยไป เพราะฉันก็รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ 

ถ้าจะมีใครสักคนที่ไม่ใช่ครอบครัว ดูแลฉันดีมากขนาดนี้ โดยไม่หวังผลตอบแทน ก็คงเป็นเขานี่ล่ะ

รู้อยู่แก่ใจว่า เขาชอบ แม้ว่าเขาไม่เคยพูดออกมาเลย  แต่ฉันก็ไม่ปฏิเสธตรง ๆ เพราะกลัวจะสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไป 

ฉันไม่ได้คิดกับเขาเกินไปกว่าความเป็นพี่น้องเลยจริง ๆ นั่นทำให้ฉันรู้สึกผิดจนถึงวันนี้ ยังจำวันที่ฉันผลักไสเขาเพราะไม่ต้องการให้เขาดูแลฉันจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง รู้มาว่า เขาเสียใจจนป่วยหนัก และลาออกจากที่ทำงานเดิมไป

ฉันขอโทษ...จากหัวใจ 

ได้แต่หวังว่า เขาจะพบเจอคนดี ๆ และทำให้เขามีความสุข เพราะสำหรับฉันแล้ว เขาเป็นเด็กดีมากจริง ๆ ดีทั้งต่อครอบครัว และมีน้ำใจต่อผู้อื่น

3 เดือนแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ยากนัก และค่อนข้างสนุก เพราะได้เรียนวิชาใหม่ ๆ มีกิจกรรมนอกสถานที่ มีเพื่อนร่วมชั้นที่อายุใกล้เคียงกัน ทำให้ชีวิตฉันเริ่มมีความสุขขึ้นมาบ้าง

วันหนึ่งในเดือนกันยายน 2546 ก็เป็นเหมือนวันธรรมดาทั่วไป ฉันไปเรียนตามปกติ และตอนเย็นหลังจากที่สามีใหม่ของแม่ และแม่ของฉันกลับจากการออกกำลังกาย จู่ ๆ สามีใหม่ของแม่ก็เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ผนวกกับเป็นโรคหัวใจ ทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว พวกเรารีบขับฝ่ารถติดช่วงเย็น ใช้เวลาชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงโรงพยาบาลวชิระ 

เมื่อถึงโรงพยาบาลในช่วงนอกเวลาทำการ ทำให้ฉันต้องไปคุ้ยแฟ้มประวัติผู้ป่วยจากตู้เอกสารของโรงพยาบาลเอง นึกถึงนักสืบในซีรี่ย์ที่ค้นหาสมบัติอะไรสักอย่าง 

ชั่วขณะนั้น สามีของแม่เกิดอาการช็อกกะทันหัน ต้องรีบเข็นเข้าห้องไอซียูโดยด่วน

ฝนเริ่มตกหนักและรุนแรงมากขึ้น

โรงพยาบาลไฟดับ!

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น หมอออกมาแจ้งว่า สามีของแม่เสียชีวิตแล้ว 

มันรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน 

แม่อยู่ในอาการช็อก ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก จึงเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องโรงพยาบาล แจ้งญาติ และเรื่องทำศพ 

บททดสอบอันหนักอึ้งนี้ ทำให้ฉันเติบโตขึ้นอีกขั้น จนลืมเรื่องอกหักของตัวเองไปจนหมดสิ้น

หลังจากงานศพ พวกเรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ เพิ่มเติมคือ มีลูกชายของสามีใหม่ของแม่ แวะมาบ้านฉันอยู่เนือง ๆ เราอายุเท่ากัน แต่นิสัยไม่เหมือนกันเลย เขาทำงานในวงการบันเทิง เก่งศิลปะ และหน้าตาดี ทำให้ดูเหมือนว่าญาติ ๆ ของฉัน พยายามจับคู่ให้ฉันสนิทกับเขา 

แต่เราก็ไปด้วยกันไม่ได้หรอก

แม่ของฉันค่อนข้างเครียดกับการจากไปของสามีคนที่ 2 เพราะคนรู้จักพูดกันหนาหูว่า แม่แต่งงานกับใคร สามีก็เสียชีวิตทุกคน 

ความเครียดนี้ทำให้บางทีแม่ก็หงุดหงิดใส่ฉัน พักหลัง เราจึงไม่สนิทกันเหมือนเดิมอีก

หลังจากงานศพ พวกเรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมาถึงวันปีใหม่

1 มกราคม 2547

ฉันกับแม่ไปกินเลี้ยงฉลองปีใหม่กันที่บ้านป้า กลับมาได้เพียงวันเดียว แม่ก็เริ่มป่วย เหมือนอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ในที่สุด แม่บอกให้พี่ข้างบ้านขับรถไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน แม่รู้สึกไม่ไหวแล้ว

เสียงอีการ้องดัง ตอนพวกเราขับรถออกไป

ฉันใจคอไม่ดี...

แม่เข้าห้องพักผู้ป่วยได้ไม่นาน โดยแพทย์ยังไม่พบสาเหตุของการป่วย แม่ก็เกิดอาการชัก ทำตาโตเหม่อมองไปข้างหน้า เหมือนว่าเห็นใครบางคนกำลังเรียกอยู่ ทั้งที่ไม่มีใครเลย 

หมอและพยาบาลรีบเข้ามาปั๊มหัวใจโดยด่วน ยื้อชีวิตของแม่ไว้ได้ แต่อยู่ในภาวะสมองตาย และไตวาย หมอวิเคราะห์ว่า แม่น่าจะติดเชื้อในกระแสเลือด

ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว คิดเพียงว่า จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าโรงพยาบาล ถ้าแม่อยู่ในภาวะเจ้าหญิงนิทรา ฉันจะดูแลแม่อย่างไร จะหาเงินจากไหน แล้วเรื่องเรียน จะขอดร็อปก่อนได้ไหม คิดวนเวียนไปมาหลายตลบ และแก้ปัญหาไม่ตก

ไม่กี่วัน ก็ย้ายแม่มาอยู่โรงพยาบาลรามา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่แม่เคยรักษาตัวอยู่ โดยเงินก้อนแรกประมาณ 70,000 กว่าบาท มีป้าคนโตของฉันเป็นคนช่วยออกค่ารักษาให้ก่อน

แม่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จากไปอย่างสงบ

ฉันได้เงินจากกองทุนสงเคราะห์ข้าราชการ และเงินก้อนอีกพอสมควร เพื่อจัดการงานศพแม่

ครอบครัวจึงเหลือเพียงฉันและย่าที่ไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ

ในระหว่างจัดงานศพ มีอยู่วันหนึ่ง ฉันก็ได้รับจดหมายจากสำนักงานตำรวจ แจ้งมาว่า มีการโจรกรรมเพชร ในงานแสดงสินค้าและอัญมณีและเครื่องประดับ จัดขึ้นที่เมืองทองธานี โดยกล้องบันทึกภาพรถเก๋งคันที่โจรกรรมเพชรไว้ได้ว่า เป็นรุ่นรถและทะเบียนเดียวกันกับรถของแม่ ตำรวจต้องการให้ฉันไปที่ สน. ให้ปากคำ เพื่อบันทึกข้อมูล

ฉันรีบปรึกษาพี่ข้างบ้าน และโทรไปคุยกับตำรวจ เพื่อชี้แจงว่า ขณะนี้เจ้าของรถเสียชีวิตแล้ว และฉันก็ยังขับรถไม่เป็น ไม่มีทางที่รถของเราจะไปอยู่ในงานนั้นได้

ตำรวจรับข้อมูล และจะติดต่อกลับมา หากมีอะไรคืบหน้า

ตั้งแต่เหตุการณ์นั้น ฉันเริ่มจดบันทึกว่า ในแต่ละวัน ฉันเดินทางไปที่ใดบ้าง ทำอะไรบ้าง และหาหลักฐานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังอีก แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น จะไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับฉันเลยก็ตาม

...

หลังจากปีแห่งความเจ็บปวด ราวกับว่า จิตใจของฉันมีประตูที่ปิดกั้นบางสิ่งบางอย่างไว้ พยายามกดดันความรู้สึกที่เลวร้าย เพื่อให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ตามปกติ 

ทว่า ฉันสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป โดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันจำเรื่องราวต่าง ๆ ในปี 2546-2547 ได้ไม่มากนัก 

เหตุการณ์ส่วนใหญ่ได้รับการบอกเล่าผ่านคนรู้จัก เพื่อน หรือญาติ เพราะสำหรับฉันแล้ว มีเพียงความทรงจำแสนทรมานที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ ไม่เพียงแค่ฉันเท่านั้นที่สูญเสียความทรงจำ ย่าของฉันก็เริ่มมีอาการอัลไซเมอร์มากขึ้น และพูดน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถสื่อสารได้อีกต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น